คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ1. ข้อมูลทั่วไปบริษัทได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 ต่อมาในปี 2546 บริษัทได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547 นอกจากนี้ในปีเดียวกันบริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อย (บริษัท อารียา เซอร์วิส จำกัด) โดยมีสัดส่วนใน การถือหุ้นร้อยละ 99.99 เพื่อดำเนินธุรกิจบริการหลังการขายด้านอสังหาริมทรัพย์ และในปี 2550 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อย (บริษัท วันอัพ จำกัด) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 64.99 เพื่อดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสำหรับโครงการอารียาและลูกค้า ภายนอก และต่อมาในปี 2551 บริษัทได้ซื้อหุ้นร้อยละ 35 ในบริษัทย่อยแห่งหนึ่ง (บริษัท วันอัพ จำกัด) จากผู้ถือหุ้นเดิม ทำให้ สัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนเป็นร้อยละ 99.99 และในปี 2551 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อย 2 บริษัท โดยมีสัดส่วนในการถือหุ้นร้อยละ 99.99 ประกอบด้วย บริษัท อารียา แมนเนจเม้นต์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริหารนิติบุคคลอาคารชุด และ บริษัท คูลสเปซ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และในปี 2552 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มอีก 1 บริษัท โดยมีสัดส่วนในการถือหุ้นร้อยละ 99.99 คือ บริษัท ไวต์ลิฟวิง จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ในปี 2553 บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพิ่มอีก 1 บริษัท โดยมีสัดส่วนในการถือหุ้นร้อยละ 99.99 คือ บริษัท ชิลล์สเปซ จำกัด เพื่อ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทจัดสรรที่ดินเพื่อขายและรับจ้างปลูกสร้างบ้านซึ่งเป็นโครงการบ้าน เดี่ยวทั้งหมด ต่อมาในปี 2548 บริษัทเริ่มขายบ้านสร้างก่อนขาย ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ 3 และ 4 ชั้น และในปี 2549-2554 บริษัทได้เพิ่มสินค้าหลัก อีก 2 ประเภท คือ คอนโดมิเนียมตกแต่งพร้อมอยู่ และทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ตกแต่งพร้อมอยู่ เพื่อตอบ สนองความต้องการของลูกค้าในตลาด นอกจากนี้ ในปี 2554 บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้เช่าในย่านสุขุมวิท 77 2. สรุปภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นจากเดิมหุ้นละ 2 บาท เป็น หุ้นละ 1 บาท ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มจากเดิมจำนวน 379,000,000 หุ้น เป็น 758,000,000 หุ้น ในวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติให้ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ บริษัทชนิดระบุชื่อผู้ถือและเปลี่ยนมือได้ โดยเสนอให้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททั้งในขณะนี้และในอนาคต จำนวนไม่เกิน 40,000,000 หน่วย และผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 151,600,000 หน่วยในสัดส่วนหุ้นสามัญเดิม 5 หุ้น จะได้รับใบสำคัญ แสดงสิทธิจำนวน 1 หน่วยโดยไม่คิดมูลค่า ใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวมีอายุ 36 เดือน นับแต่วันที่ออก และได้มีมติเพิ่ม ทุนจดทะเบียนจากเดิม 758,000,000 บาท เป็น 949,600,000 บาท (949.6 ล้านหุ้น) เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดง สิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ทั้งนี้ในปี 2551 บริษัทไม่ได้ทำการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าว เนื่องจากบริษัทไม่ได้ทำการ กู้ยืมจากสถาบันการเงินดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ใบสำคัญแสดงสิทธิจึงสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ ในปี 2554 บริษัทมีโครงการที่เปิดดำเนินการทั้งหมดจำนวน 22 โครงการ ดังนี้
3. ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
รายได้ของบริษัทประกอบด้วยรายได้จากการขายที่ดินและบ้าน ซึ่งรับรู้เมื่อได้รับชำระครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายและได้ โอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ซื้อแล้ว และรายได้จากการรับจ้างสร้างบ้าน ซึ่งรับรู้รายได้ตามสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จ โดยรายได้ส่วน ใหญ่ของบริษัทมาจากการขายที่ดินและบ้าน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2548 ที่บริษัทเริ่มขายบ้านสร้างก่อนขายและทาวน์เฮ้าส์ เพื่อตอบ สนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สัดส่วนรายได้จากการขายที่ดินและบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 65.34 ในปี 2548, เป็นร้อยละ 89.08 ในปี 2549, เป็นร้อยละ 89.02 ในปี 2550, เป็นร้อยละ 88.28 ในปี 2551, เป็นร้อยละ 98.46 ในปี 2552, เป็นร้อยละ 99.85 ในปี 2553, และร้อยละ 99.19 ในปี 2254 ซึ่งมีสาเหตุจากในระหว่างปี 2549 - 2554 บริษัทเปิด ขายโครงการทาวน์เฮ้าส์ใหม่เพิ่มอีก 14 โครงการและคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ โดยยังไม่มีโครงการใหม่ที่เป็นการรับจ้าง สร้างบ้าน ในปี 2554 รายได้รวมเท่ากับ 1,602.74 ล้านบาท โดยลดลง 1,754.69 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ -52.26 เมื่อเปรียบเทียบกับ ปีที่แล้ว 3,357.43 ล้านบาท ซึ่งการที่รายได้ลดลง เนื่องจากในปีที่แล้วบริษัทโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ของคอนโดมิเนียม แถวอโศกและแถวสุทธิสารซึ่งโอนเกือบครบทั้งโครงการแล้ว ตารางรับรู้รายได้ในปี 2554 และปี 2553 ของบริษัท โดยแยกตามประเภทของอสังหาริมทรัพย์
ในปี 2554 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 37.48 โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.13 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ร้อยละ 34.35 เนื่องจากในปี 2554 บริษัทมีการปรับปรุงต้นทุนของโครงการเก่าที่ปิดโครงการ ในปี 2554 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายเท่ากับ 201.20 ล้านบาท โดยลดลง 100.68 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ -33.35 เมื่อ เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว 301.88 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ลดการทำโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ แต่เน้นโฆษณาผ่านทางอินเทอร์ เน็ตแทน เพราะสามารถทำให้บริษัทเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น ในปี 2554 บริษัทมีภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 39.26 ล้านบาท โดยลดลง 98.88 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ -71.58 เมื่อ เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว มีภาษีเงินได้นิติบุคคล 138.14 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง บริษัทจึงมี ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงด้วย ในปี 2554 บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 4.74 โดยลดลงร้อยละ -8.01 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ร้อยละ 12.75 เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 76.00 ล้านบาท แต่ปีที่แล้วมีกำไรสุทธิเท่ากับ 427.95 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาอุทกภัยรุนแรงในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วงปลายปี 2554 ส่งผลให้เกิดภาวะหยุดชะงักของตลาดที่อยู่อาศัยไป จนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 โดยภายหลังน้ำลดจะเป็นช่วงเวลาของการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ความต้องการ สินเชื่อเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยน่าจะมีมาก แต่ความต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่จะลดลงเพราะมีการชะลอการขอโอน กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยอาจเริ่มปรับตัวดีขึ้นได้เล็กน้อยในช่วงไตรมาส 2 และหากสามารถผ่านพ้นช่วงกลางปีไปได้ โดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายทั้งเรื่องอุทกภัย เศรษฐกิจ และการเมืองแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่ง หลังของปี 2555 4. ฐานะการเงิน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวนทั้งสิ้น 5,730.73 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 218.03 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.96 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 จำนวน 5,512.70 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ระหว่างก่อสร้างเพื่อให้เช่า เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีการก่อสร้าง Community Mall เพื่อให้เช่าในย่านสุขุมวิท 77 ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ของบริษัทที่สำคัญมีดังนี้: ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับ 87.24 ล้านบาท โดยลดลง 25.03 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ -22.29 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 เท่ากับ 112.27 ล้านบาท (ดูหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 6) เนื่องจากปีนี้บริษัทมีการลงทุนซื้อที่ดินโครงการบริเวณดอนเมืองและบางนา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เท่ากับ 4,907.77 ล้านบาท โดยลดลง 177.92 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ -3.50 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 เท่ากับ 5,085.69 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้ บริษัทมีการจัดประเภทรายการใหม่สำหรับที่ดินของ Community Mall ไปแสดงรายการเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อ การลงทุนระหว่างก่อสร้างเพื่อให้เช่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีเงินมัดจำค่าที่ดินเท่ากับ 140.00 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 114.00 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 100 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 เท่ากับ 26.00 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้บริษัทได้จ่ายมัดจำค่าซื้อที่ดินโครงการ เดอะ คัลเลอร์ พรี่เมี่ยม บางนา จำนวน 120.00 ล้านบาท และเข้าทำสัญญาร่วมพัฒนาพื้นที่กับสมาคมศิษย์เก่า สหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมป์ (AUA) ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เข้าลงทุนบนที่ดินของสำนักงานพระคลัง ข้างที่จำนวน 20.00 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ ปี 2554 ลดลงจากปี 2553 จากร้อยละ 2.81 เป็นร้อยละ 10.88 ทั้งนี้เป็นไปตาม กำไรสุทธิที่ลดลง เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีรายได้ลดลงเนื่องจากในปีที่แล้วบริษัทโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ของ คอนโดมิเนียม แถวอโศกและแถวสุทธิสารซึ่งโอนเกือบครบทั้งโครงการแล้ว ในปี 2554 บริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานเท่ากับ -60.02 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2553 บริษัทมีกระแส เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่ากับ 51.69 ล้านบาท สาเหตุหลักที่ทำให้กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานลดลง เนื่องมาจากในปีนี้บริษัทจ่ายมัดจำค่าซื้อที่ดินโครงการเดอะ คัลเลอร์ พรี่เมี่ยม บางนา จำนวน 120.00 ล้านบาท และเข้า ทำสัญญาร่วมพัฒนาพื้นที่กับสมาคมศิษย์เก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมป์ (AUA) ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกให้ เป็นผู้เข้าลงทุนบนที่ดินของสำนักงานพระคลังข้างที่จำนวน 20.00 ล้านบาท กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมการลงทุน ปี 2554 เท่ากับ -137.94 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2553 บริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไป ในกิจกรรมการลงทุน -10.14 ล้านบาท สาเหตุหลักที่ทำให้กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทนำ เงินไปฝากบัญชีเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อออกหนังสือค้ำประกันค่าสาธารณูปโภคและนำไปใช้เป็นหลักประกันให้ กับธนาคารสำหรับวงเงินตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2554 เท่ากับ 172.92 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2553 บริษัทมีกระแสเงินสดจาก กิจกรรมจัดหาเงิน -95.58 ล้านบาท สาเหตุหลักที่ทำให้กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมี การเปิดโครงการใหม่ประเภททาว์นเฮ้าส์ 3 โครงการ และประเภทคอนโดอีก 2 โครงการ ทำให้ต้องกู้เงินมาสนับสนุน โครงการดังกล่าว บริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 3.50 เท่า ในปี 2553 เป็น 4.17 เท่า ในปี 2554 บริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนลดลง 264.58 ล้านบาท หรือร้อยละ -17.56 ซึ่งประกอบด้วยรายการหลักๆ คือ บริษัทมีเงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและกู้ระยะสั้น จากสถาบันการเงินลดลง 375.02 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้บริษัทได้เปลี่ยนสภาพตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว จากสถาบันการเงิน แต่บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงเพียง 92.57 ล้านบาท หรือ ร้อยละ -1.76 หนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 มีจำนวน 3,306.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 จำนวน 148.34 ล้านบาท หรือคิด เป็นร้อยละ 4.70 โดยหนี้สินส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินเพื่อจ่ายค่าที่ดิน และค่าพัฒนาที่ดินใน โครงการต่างๆ ซึ่งค้ำประกันการกู้ยืมด้วยการจดจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของแต่ละโครงการที่เสนอกู้ ทั้งนี้ บริษัทไม่มี หนี้สินที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ จึงไม่มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีรายละเอียดของเงินกู้ ยืมจากสถาบันการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ดังนี้
เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะสั้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ลดลงจากปี 2553 จำนวน 375.02 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ -36.79 และเงินกู้ยืมระยะยาวเพิ่มขึ้นจากปี 2553 จำนวน 704.99 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 46.16 เนื่องจากในปีนี้บริษัทได้เปลี่ยนสภาพตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน และมีการกู้ยืมเงินสำหรับ โครง การใหม่ประเภททาว์นเฮ้าส์ 3 โครงการ และประเภทคอนโดอีก 2 โครงการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 1.34 เท่าในปี 2553 เป็น 1.36 เท่า ในปี 2554 และมีอัตราส่วนหนี้สินธนาคารต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 1.08 เท่าในปี 2553 เป็น 1.19 เท่า ในปี 2554 เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีการเปิดโครงการใหม่ประเภททาว์นเฮ้าส์ 3 โครงการ และประเภทคอนโดอีก 2 โครงการ ทำให้ต้องกู้เงินมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี
บริษัทและบริษัทย่อยจ่ายค่าตอบแทนการสอบบัญชี ให้แก่สำนักงานสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีสังกัด บุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับ ผู้สอบบัญชีและสำนักงานที่ผู้สอบบัญชีสังกัด ในรอบปี 2552 ถึงปี 2554 มีดังนี้
บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีการรับบริการอื่นจากสำนักงานสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีสังกัด บุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบบัญชี และสำนักงานที่ผู้สอบบัญชีสังกัดในรอบปี 2551 ถึง 2554
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||